วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นาย พงษ์พันธ์ ธัมนุวัติ 5005106018
สภาพคล่องเงินบาทเริ่มตึงตัวหลังวิกฤติการเงินสหรัฐ
ณรงค์ชัยชี้ วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า การที่ไทยมีโครงการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีแผนที่จะระดมเงินทั้งจากการกู้เงินดอลลาร์สหรัฐและกู้เงินสกุลบาทผสมกัน แต่ขณะนี้ธนาคารที่ตกลงจะปล่อยกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐไม่ปล่อยกู้แล้วจะต้องกู้เป็นสกุลเงินบาท หรือกู้เงินบาทแล้วนำไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ สภาพการณ์เช่นนี้ จะทำให้ความต้องการกู้เงินบาทมีมากขึ้นและขณะนี้เริ่มขึ้นแล้ว จนทำให้สภาพคล่องเงินบาทที่เคยล้นระบบเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดจะทำให้สถาบันการเงินไทยเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่จะกู้เงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจจะยากกว่าเดิม และทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องเกิดขึ้นตามมา
ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นบ้างแต่จะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐทางการสหรัฐมีนโยบายชัดเจนว่า ต้องการที่จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐออกมาต่ำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยไลบอร์และอัตราดอกเบี้ยไลบอร์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินของโลก
ด้านการส่งออกของไทย นายณรงค์ชัย กล่าวว่า จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไทยได้กระจายตลาดออกไปแล้ว แต่การส่งออกจะไม่ขยายตัวมากอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะยังไม่มีผู้ใดทราบว่า มาตรการช่วยเหลือมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจะเป็นอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าจะช่วยไม่ให้สถาบันการเงินปิดลงมากไปกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สถาบันการเงินอยู่รอด ซึ่งจากนี้ไปสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันซื้อทรัพย์สินระหว่างกันมากขึ้น ผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินจะหมดตัว อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ยังไม่ทราบว่า จะจบลงเมื่อใด
นายณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้ ทำให้ในระยะต่อไปจะเกิดตราสารการเงินในสกุลอื่น ๆ เพิ่มขึ้น จากที่ผ่านมาตราสารการเงินส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นมากตามความต้องการของตลาดและผลพวงจากความไม่มั่นใจในอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ช่วงระยะข้างหน้า การตกลงการค้าจะหันไปใช้เงินสกุลอื่นแทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น โดยประเทศในเอเชียจะมีการใช้เงินสกุลเอเชียค้าขายระหว่างกันมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีแนวคิดแต่ทำไม่ได้ โดยเงินสกุลที่น่าจะนำมาใช้ค้าขายระหว่างกันได้แก่ เงินสกุลหยวนของจีน เยนญี่ปุ่น และเงินวอนของเกาหลี ซึ่งในอนาคตเอเชียบอนด์น่าจะเกิดขึ้นได้
คำถาม
1. ด้านการส่งออกของไทย นายณรงค์ชัย กล่าวว่า อย่างไรบ้าง
2.โดยประเทศในเอเชียจะมีการใช้เงินสกุลเอเชียค้าขายระหว่างกันมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีแนวคิดแต่ทำไม่ได้ โดยเงินสกุลที่น่าจะนำมาใช้ค้าขายระหว่างกัน นั้น ได้แก่ สกุลใดบ้าง
3.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เคยดำรดตำแหน่งใดมาก่อน



วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ส่งออกรับสภาพกระทบหนัก

นาย ณัฐวุฒิ กมลสวัสดิ์ 5005106024 ^_^



นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน ต.ค.51 การส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 15,266 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 5.2% ถือว่าขยายตัวต่ำสุดในรอบ 75 เดือน หรือ 6 ปี 3 เดือน นับจากเดือน ก.ค.45 ที่ขยายตัวเพียง 4.7% การนำเข้ามีมูลค่า 15,824.7 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 21.7% ดุลการค้าขาดดุล 558.7 ล้านเหรียญฯ



สำหรับในช่วง 10 เดือน ปี 51 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออกมีมูลค่ารวม 151,192 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 21.7% หากในช่วง 2 เดือนที่เหลือส่งออกได้เกินเดือนละ 15,000 ล้านเหรียญฯ จะทำให้การส่งออกทั้งปีบรรลุเป้าหมายที่ 15-20% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 154,493.2 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 34.2% ดุลการค้าขาดดุล 3,301 ล้านเหรียญฯ สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 52 คาดจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะกรมต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อสอบถามความชัดเจนอีกครั้ง แต่จะพยายามทำให้ได้ 10% ตามนโยบายนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์


“การส่งออกเดือน ต.ค.ที่ขยายตัว 5.2% เป็นเพราะฐานส่งออกเดือน ต.ค.50 อยู่ในระดับสูงมาก มีมูลค่า 14,508 ล้านเหรียญฯ จึงทำให้เดือน ต.ค.51 ขยายตัวน้อยแต่มูลค่าสอดคล้องกันและเชื่อว่าในช่วงที่เหลือมูลค่าส่งออกของไทยจะเกินกว่าเดือนละ 15,000 ล้านเหรียญฯ อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะอัตราแลกเปลี่ยนประเทศผู้นำเข้ายังผันผวนจึงชะลอการสั่งซื้อ แต่อัตราขยายตัวที่ลดลงเพียงเดือนเดียวยังบอกไม่ได้ว่าในเดือนหน้ามูลค่าจะลดลงอีกหรือไม่ ต้องรอดูตัวเลขในเดือนต่อไปก่อน” นายราเชนทร์กล่าว


นายราเชนทร์กล่าวว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้าโดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 19.3% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวค่อนข้างต่ำโดยเพิ่มขึ้น 1.2% ขณะที่ตลาดส่งออกนั้นตลาดหลักเพิ่มขึ้น 1.9% โดยญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 7.8% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 5.8% สหรัฐฯเพิ่มขึ้น 1.4% แต่อาเซียน ลดลง 3.9% จากการลดลงของสิงคโปร์ 27.9% ฟิลิปปินส์ 17.6% ส่วนฮ่องกงลดลง 20.5% ไต้หวันลดลง 22.6% ซึ่งกรมจะตรวจสอบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดด้านตลาดใหม่เพิ่มขึ้น 8.9% จากการเพิ่มขึ้นของอินเดีย 40.5% แอฟริกา 27.8% ยุโรปตะวันออก 22.9% เป็นต้น ด้านการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 21.7% จากน้ำมันเชื้อเพลิง 25.6% สินค้าทุน 5.8% วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 34.7% สินค้าอุปโภคบริโภค 15.3% ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง 4.4%


“ปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลดลงเหลือ 2.2% เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหาบางประเทศค่าเงินผันผวนทำ ให้ชะลอการซื้อการขายต้องระมัด ระวังมากขึ้น การให้เครดิตก็น้อยลง คนขายไม่กล้าส่งของก่อน คนซื้อไม่กล้าจ่ายเงินก่อน ทำให้เกิดการชะงัก แต่กรมจะพยายามผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ โดยมีแผนรับมือไว้แล้วทั้งการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอาหาร มุ่งขยายตลาดที่ได้ รับผลกระทบเศรษฐกิจน้อย ส่งเสริมธุรกิจบริการช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศ” นายราเชนทร์กล่าว
ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งอาจจะโต 4% หรือต่ำกว่านั้น โดยคาดว่าทั้งปีจะโตประมาณ 5% ปีหน้าจะพยายามให้ได้ 4% จากที่ปกติเดิมคาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่านั้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะชะลอการใช้ภาคการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันประเมินแล้วพบว่า ภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเป็นระยะยาวถึง 2 ปี และเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น จากภาวะการส่งออก การบริโภค และการลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก



ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงบริหารโดยมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่จะให้สอดคล้องกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเชิงเปรียบเทียบแล้วหากบริหารให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับ 4% ก็ถือว่าดีมาก และจากการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พบว่าเดือน ต.ค.เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงมากขึ้น มูลค่าส่งออกเดือน ต.ค.ขยายตัวราว 5% เท่านั้น ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั้น แม้จะสามารถสร้างความแข่งขันได้ แต่ก็ต้องมีรายได้จากภาษีอื่นๆเข้ามาชดเชย และทำในภาวะที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตพอสมควร โดยเฉพาะการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจะทำให้รายได้ของรัฐหายไปกว่า 50,000 ล้านบาท และจากภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภายในประเทศรัฐบาลจะยังคงใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปอีก 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง.



จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 22 พ.ย. 2551



คำถาม



1.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกคือใคร

2.ในปี2552เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร

3.การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะทำให้รายได้ของรัฐหายไปเท่าไร

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นาย สิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019
ตลาดทุนไทย ต้องก้าวกระโดด ก่อน 'เลือนหาย' จากไปจากโลก
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จัดสัมมนาเรื่อง"ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย หลังวิกฤติการเงินโลก-Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวทางการพัฒนาตลาดทุนของประเทศต่าง ๆ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดทุนโลกที่เกิดขึ้นในอนาคต และนัยต่อประเทศไทย การสัมมนาครั้งนี้ยังนับเป็นก้าวสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการยกร่าง"แผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับใหม่"ที่หน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมมือกันจัดทำอยู่ในขณะนี้ ด้านเนื้อหาของการสัมมนา ได้มีการเสนอแนะถึงแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาตลาดทุนไทยในระบบการเงินโลกยุคใหม่ และมีการหยิบยกบทเรียนจากวิกฤติการเงินโลกในปัจจุบันมาเป็นบทเรียนในพัฒนาตลาดทุนไทย นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า ตลท.จะเดินหน้าแปรรูปองค์กร แม้ตลาดหุ้นจะยังไม่ฟื้นตัวไปอีก 2-4 ปี หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ทั้งนี้หากกระบวนการดังกล่าวผ่านการลงมติความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ตลท. ก็จะสามารถแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ อย่างไรก็ตามการแปรสภาพตลท. เป็นบริษัทจำกัด จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จึงจะสำเร็จ ซึ่งคงจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของโลกน่าจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นตลท.จะใช้เวลาระหว่างนี้ดำเนินงานด้านอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน เช่น โครงการเพิ่มคุณค่าให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ , ยกร่างแก้ไขกฎหมาย ตลท. ด้านนายบรรยง พาษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ภัทร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยไม่ได้ก้าวไปข้างหน้ามา 5 ปีแล้ว แต่หลังจากนี้เราจะก้าวต่อไป พร้อมย้ำว่า ตลาดทุนยังเป็นแกนกลางของการพัฒนาประเทศต่าง ๆทั่วโลก ผู้คร่ำหวอดในตลาดทุนไทยมานานถึง 31 ปี ยังกล่าวอีกว่า ตลาดทุนไทยหนีไม่พ้นที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก และเป้าหมายโดยรวมของการพัฒนาตลาดทุน คือ ทำอย่างไรให้มีต้นทุนที่ถูกลง "เราต้องปรับตัว เราไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่พัฒนาตัวเอง หรือทำเค้กให้ใหญ่ขึ้นได้ ก็จะเกิดปัญหาแย่งเค้กกันเอง ดังนั้นตลาดทุนไทยจะต้องก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก ในการแย่งชิงทรัพยากรโลก" นายบรรยง ยังกล่าวอีกว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 6.6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเท่ากับตลาดหุ้นไทยถอยหลังไป 5 ปี สาเหตุหลักมาจากการถอนเงินลงทุนของต่างชาติ ส่วนปีหน้า ตลาดหุ้นไทย จะเริ่มต้นที่มาร์เก็ตแคปประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทยฯ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย ที่กลัวว่าหลังวิกฤติการเงินโลกแล้ว ตลาดทุนไทยจะไม่ก้าวไปข้างหน้า โดยนอกจากปัจจุบันตลาดทุนไทย มีฐานนักลงทุนสถาบันน้อยแล้ว ยังมีข้อจำกัดเรื่องผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ นอกจากนี้ แผนพัฒนาตลาดทุนฉบับใหม่ พบว่า 80-90 % ของแผนล้วนเป็นของเดิมที่ผลักดันมา 10-15 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาไปไกลแล้ว นายรพี ยังแสดงความเห็นว่า การจะพัฒนาตลาดทุนไทย ให้ไปยืนอยู่ในระดับภูมิภาคและเป็นตลาดระดับสากลนั้น สิ่งที่ต้องผลักดันคือ การทำให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 50-60 บริษัท เป็นบริษัทระดับภูมิภาคเสียก่อน ส่วนบจ.ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็จะถูกตอน หรือบอนไซ"โวลุ่มเทรดของตลาดปัจจุบันมาจากหุ้นขนาดใหญ่ 60-70 ตัวเท่านั้น จากบจ.ทั้งตลาด 500 กว่าบริษัท " นายรพี กล่าว นางทิพยสุดา ถาวรามร ผู้ช่วยเลขาธิการ สายงานกลยุทธ์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า นโยบายการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ของก.ล.ต.ก็เพื่อการลดต้นทุนผู้ใช้ตลาดทุน และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้มากขึ้นและมีการแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันโปรดักต์ในตลาดทุน ยังมีข้อจำกัด ขณะที่ปัจจุบันพบว่ามีบัญชีผู้มีเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ประมาณ 7 หมื่นบัญชี หรือคิดเป็นเงินฝากรวมประมาณ 3 ล้านล้านบาท ที่ยังหาช่องทางการลงทุน ดังนั้นทำอย่างไรให้มีโปรดักต์การลงทุนเพื่อสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ นั่นคือ การเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ซึ่งล้วนอยู่ในตลาดทุนมานาน โดยได้ข้อสรุปว่า ตลาดทุนไทยจะต้องพัฒนาอย่างจริงจังเสียที ก่อนจะหายไปจากแผนที่ตลาดทุนโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2374 13 พ.ย. - 15 พ.ย. 2551
คำถาม
1
.ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) คือใคร
2. Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
3.จากบทความการเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ที่อ่านนี้สรุปได้ว่า