นาย ณัฐวุฒิ กมลสวัสดิ์ 5005106024 ^_^
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน ต.ค.51 การส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 15,266 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 5.2% ถือว่าขยายตัวต่ำสุดในรอบ 75 เดือน หรือ 6 ปี 3 เดือน นับจากเดือน ก.ค.45 ที่ขยายตัวเพียง 4.7% การนำเข้ามีมูลค่า 15,824.7 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 21.7% ดุลการค้าขาดดุล 558.7 ล้านเหรียญฯ
สำหรับในช่วง 10 เดือน ปี 51 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออกมีมูลค่ารวม 151,192 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 21.7% หากในช่วง 2 เดือนที่เหลือส่งออกได้เกินเดือนละ 15,000 ล้านเหรียญฯ จะทำให้การส่งออกทั้งปีบรรลุเป้าหมายที่ 15-20% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 154,493.2 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 34.2% ดุลการค้าขาดดุล 3,301 ล้านเหรียญฯ สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 52 คาดจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะกรมต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อสอบถามความชัดเจนอีกครั้ง แต่จะพยายามทำให้ได้ 10% ตามนโยบายนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์
“การส่งออกเดือน ต.ค.ที่ขยายตัว 5.2% เป็นเพราะฐานส่งออกเดือน ต.ค.50 อยู่ในระดับสูงมาก มีมูลค่า 14,508 ล้านเหรียญฯ จึงทำให้เดือน ต.ค.51 ขยายตัวน้อยแต่มูลค่าสอดคล้องกันและเชื่อว่าในช่วงที่เหลือมูลค่าส่งออกของไทยจะเกินกว่าเดือนละ 15,000 ล้านเหรียญฯ อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะอัตราแลกเปลี่ยนประเทศผู้นำเข้ายังผันผวนจึงชะลอการสั่งซื้อ แต่อัตราขยายตัวที่ลดลงเพียงเดือนเดียวยังบอกไม่ได้ว่าในเดือนหน้ามูลค่าจะลดลงอีกหรือไม่ ต้องรอดูตัวเลขในเดือนต่อไปก่อน” นายราเชนทร์กล่าว
นายราเชนทร์กล่าวว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้าโดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 19.3% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวค่อนข้างต่ำโดยเพิ่มขึ้น 1.2% ขณะที่ตลาดส่งออกนั้นตลาดหลักเพิ่มขึ้น 1.9% โดยญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 7.8% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 5.8% สหรัฐฯเพิ่มขึ้น 1.4% แต่อาเซียน ลดลง 3.9% จากการลดลงของสิงคโปร์ 27.9% ฟิลิปปินส์ 17.6% ส่วนฮ่องกงลดลง 20.5% ไต้หวันลดลง 22.6% ซึ่งกรมจะตรวจสอบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดด้านตลาดใหม่เพิ่มขึ้น 8.9% จากการเพิ่มขึ้นของอินเดีย 40.5% แอฟริกา 27.8% ยุโรปตะวันออก 22.9% เป็นต้น ด้านการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 21.7% จากน้ำมันเชื้อเพลิง 25.6% สินค้าทุน 5.8% วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 34.7% สินค้าอุปโภคบริโภค 15.3% ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง 4.4%
“ปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลดลงเหลือ 2.2% เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหาบางประเทศค่าเงินผันผวนทำ ให้ชะลอการซื้อการขายต้องระมัด ระวังมากขึ้น การให้เครดิตก็น้อยลง คนขายไม่กล้าส่งของก่อน คนซื้อไม่กล้าจ่ายเงินก่อน ทำให้เกิดการชะงัก แต่กรมจะพยายามผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ โดยมีแผนรับมือไว้แล้วทั้งการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอาหาร มุ่งขยายตลาดที่ได้ รับผลกระทบเศรษฐกิจน้อย ส่งเสริมธุรกิจบริการช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศ” นายราเชนทร์กล่าว
ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งอาจจะโต 4% หรือต่ำกว่านั้น โดยคาดว่าทั้งปีจะโตประมาณ 5% ปีหน้าจะพยายามให้ได้ 4% จากที่ปกติเดิมคาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่านั้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะชะลอการใช้ภาคการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันประเมินแล้วพบว่า ภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเป็นระยะยาวถึง 2 ปี และเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น จากภาวะการส่งออก การบริโภค และการลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก
ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงบริหารโดยมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่จะให้สอดคล้องกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเชิงเปรียบเทียบแล้วหากบริหารให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับ 4% ก็ถือว่าดีมาก และจากการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พบว่าเดือน ต.ค.เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงมากขึ้น มูลค่าส่งออกเดือน ต.ค.ขยายตัวราว 5% เท่านั้น ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั้น แม้จะสามารถสร้างความแข่งขันได้ แต่ก็ต้องมีรายได้จากภาษีอื่นๆเข้ามาชดเชย และทำในภาวะที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตพอสมควร โดยเฉพาะการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจะทำให้รายได้ของรัฐหายไปกว่า 50,000 ล้านบาท และจากภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภายในประเทศรัฐบาลจะยังคงใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปอีก 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง.
จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 22 พ.ย. 2551
คำถาม
1.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกคือใคร
2.ในปี2552เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร
3.การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะทำให้รายได้ของรัฐหายไปเท่าไร
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นาย สิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019
ตลาดทุนไทย ต้องก้าวกระโดด ก่อน 'เลือนหาย' จากไปจากโลก
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จัดสัมมนาเรื่อง"ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย หลังวิกฤติการเงินโลก-Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวทางการพัฒนาตลาดทุนของประเทศต่าง ๆ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดทุนโลกที่เกิดขึ้นในอนาคต และนัยต่อประเทศไทย การสัมมนาครั้งนี้ยังนับเป็นก้าวสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการยกร่าง"แผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับใหม่"ที่หน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมมือกันจัดทำอยู่ในขณะนี้ ด้านเนื้อหาของการสัมมนา ได้มีการเสนอแนะถึงแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาตลาดทุนไทยในระบบการเงินโลกยุคใหม่ และมีการหยิบยกบทเรียนจากวิกฤติการเงินโลกในปัจจุบันมาเป็นบทเรียนในพัฒนาตลาดทุนไทย นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า ตลท.จะเดินหน้าแปรรูปองค์กร แม้ตลาดหุ้นจะยังไม่ฟื้นตัวไปอีก 2-4 ปี หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ทั้งนี้หากกระบวนการดังกล่าวผ่านการลงมติความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ตลท. ก็จะสามารถแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ อย่างไรก็ตามการแปรสภาพตลท. เป็นบริษัทจำกัด จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จึงจะสำเร็จ ซึ่งคงจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของโลกน่าจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นตลท.จะใช้เวลาระหว่างนี้ดำเนินงานด้านอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน เช่น โครงการเพิ่มคุณค่าให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ , ยกร่างแก้ไขกฎหมาย ตลท. ด้านนายบรรยง พาษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ภัทร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยไม่ได้ก้าวไปข้างหน้ามา 5 ปีแล้ว แต่หลังจากนี้เราจะก้าวต่อไป พร้อมย้ำว่า ตลาดทุนยังเป็นแกนกลางของการพัฒนาประเทศต่าง ๆทั่วโลก ผู้คร่ำหวอดในตลาดทุนไทยมานานถึง 31 ปี ยังกล่าวอีกว่า ตลาดทุนไทยหนีไม่พ้นที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก และเป้าหมายโดยรวมของการพัฒนาตลาดทุน คือ ทำอย่างไรให้มีต้นทุนที่ถูกลง "เราต้องปรับตัว เราไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่พัฒนาตัวเอง หรือทำเค้กให้ใหญ่ขึ้นได้ ก็จะเกิดปัญหาแย่งเค้กกันเอง ดังนั้นตลาดทุนไทยจะต้องก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก ในการแย่งชิงทรัพยากรโลก" นายบรรยง ยังกล่าวอีกว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 6.6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเท่ากับตลาดหุ้นไทยถอยหลังไป 5 ปี สาเหตุหลักมาจากการถอนเงินลงทุนของต่างชาติ ส่วนปีหน้า ตลาดหุ้นไทย จะเริ่มต้นที่มาร์เก็ตแคปประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทยฯ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย ที่กลัวว่าหลังวิกฤติการเงินโลกแล้ว ตลาดทุนไทยจะไม่ก้าวไปข้างหน้า โดยนอกจากปัจจุบันตลาดทุนไทย มีฐานนักลงทุนสถาบันน้อยแล้ว ยังมีข้อจำกัดเรื่องผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ นอกจากนี้ แผนพัฒนาตลาดทุนฉบับใหม่ พบว่า 80-90 % ของแผนล้วนเป็นของเดิมที่ผลักดันมา 10-15 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาไปไกลแล้ว นายรพี ยังแสดงความเห็นว่า การจะพัฒนาตลาดทุนไทย ให้ไปยืนอยู่ในระดับภูมิภาคและเป็นตลาดระดับสากลนั้น สิ่งที่ต้องผลักดันคือ การทำให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 50-60 บริษัท เป็นบริษัทระดับภูมิภาคเสียก่อน ส่วนบจ.ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็จะถูกตอน หรือบอนไซ"โวลุ่มเทรดของตลาดปัจจุบันมาจากหุ้นขนาดใหญ่ 60-70 ตัวเท่านั้น จากบจ.ทั้งตลาด 500 กว่าบริษัท " นายรพี กล่าว นางทิพยสุดา ถาวรามร ผู้ช่วยเลขาธิการ สายงานกลยุทธ์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า นโยบายการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ของก.ล.ต.ก็เพื่อการลดต้นทุนผู้ใช้ตลาดทุน และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้มากขึ้นและมีการแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันโปรดักต์ในตลาดทุน ยังมีข้อจำกัด ขณะที่ปัจจุบันพบว่ามีบัญชีผู้มีเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ประมาณ 7 หมื่นบัญชี หรือคิดเป็นเงินฝากรวมประมาณ 3 ล้านล้านบาท ที่ยังหาช่องทางการลงทุน ดังนั้นทำอย่างไรให้มีโปรดักต์การลงทุนเพื่อสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ นั่นคือ การเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ซึ่งล้วนอยู่ในตลาดทุนมานาน โดยได้ข้อสรุปว่า ตลาดทุนไทยจะต้องพัฒนาอย่างจริงจังเสียที ก่อนจะหายไปจากแผนที่ตลาดทุนโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2374 13 พ.ย. - 15 พ.ย. 2551
คำถาม
1.ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) คือใคร
2. Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
3.จากบทความการเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ที่อ่านนี้สรุปได้ว่า
ตลาดทุนไทย ต้องก้าวกระโดด ก่อน 'เลือนหาย' จากไปจากโลก
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จัดสัมมนาเรื่อง"ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย หลังวิกฤติการเงินโลก-Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวทางการพัฒนาตลาดทุนของประเทศต่าง ๆ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดทุนโลกที่เกิดขึ้นในอนาคต และนัยต่อประเทศไทย การสัมมนาครั้งนี้ยังนับเป็นก้าวสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการยกร่าง"แผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับใหม่"ที่หน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมมือกันจัดทำอยู่ในขณะนี้ ด้านเนื้อหาของการสัมมนา ได้มีการเสนอแนะถึงแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาตลาดทุนไทยในระบบการเงินโลกยุคใหม่ และมีการหยิบยกบทเรียนจากวิกฤติการเงินโลกในปัจจุบันมาเป็นบทเรียนในพัฒนาตลาดทุนไทย นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า ตลท.จะเดินหน้าแปรรูปองค์กร แม้ตลาดหุ้นจะยังไม่ฟื้นตัวไปอีก 2-4 ปี หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ทั้งนี้หากกระบวนการดังกล่าวผ่านการลงมติความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ตลท. ก็จะสามารถแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ อย่างไรก็ตามการแปรสภาพตลท. เป็นบริษัทจำกัด จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จึงจะสำเร็จ ซึ่งคงจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของโลกน่าจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นตลท.จะใช้เวลาระหว่างนี้ดำเนินงานด้านอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน เช่น โครงการเพิ่มคุณค่าให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ , ยกร่างแก้ไขกฎหมาย ตลท. ด้านนายบรรยง พาษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ภัทร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยไม่ได้ก้าวไปข้างหน้ามา 5 ปีแล้ว แต่หลังจากนี้เราจะก้าวต่อไป พร้อมย้ำว่า ตลาดทุนยังเป็นแกนกลางของการพัฒนาประเทศต่าง ๆทั่วโลก ผู้คร่ำหวอดในตลาดทุนไทยมานานถึง 31 ปี ยังกล่าวอีกว่า ตลาดทุนไทยหนีไม่พ้นที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก และเป้าหมายโดยรวมของการพัฒนาตลาดทุน คือ ทำอย่างไรให้มีต้นทุนที่ถูกลง "เราต้องปรับตัว เราไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่พัฒนาตัวเอง หรือทำเค้กให้ใหญ่ขึ้นได้ ก็จะเกิดปัญหาแย่งเค้กกันเอง ดังนั้นตลาดทุนไทยจะต้องก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนโลก ในการแย่งชิงทรัพยากรโลก" นายบรรยง ยังกล่าวอีกว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 6.6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเท่ากับตลาดหุ้นไทยถอยหลังไป 5 ปี สาเหตุหลักมาจากการถอนเงินลงทุนของต่างชาติ ส่วนปีหน้า ตลาดหุ้นไทย จะเริ่มต้นที่มาร์เก็ตแคปประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทยฯ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ก้าวใหม่ตลาดทุนไทย ที่กลัวว่าหลังวิกฤติการเงินโลกแล้ว ตลาดทุนไทยจะไม่ก้าวไปข้างหน้า โดยนอกจากปัจจุบันตลาดทุนไทย มีฐานนักลงทุนสถาบันน้อยแล้ว ยังมีข้อจำกัดเรื่องผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ นอกจากนี้ แผนพัฒนาตลาดทุนฉบับใหม่ พบว่า 80-90 % ของแผนล้วนเป็นของเดิมที่ผลักดันมา 10-15 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาไปไกลแล้ว นายรพี ยังแสดงความเห็นว่า การจะพัฒนาตลาดทุนไทย ให้ไปยืนอยู่ในระดับภูมิภาคและเป็นตลาดระดับสากลนั้น สิ่งที่ต้องผลักดันคือ การทำให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 50-60 บริษัท เป็นบริษัทระดับภูมิภาคเสียก่อน ส่วนบจ.ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็จะถูกตอน หรือบอนไซ"โวลุ่มเทรดของตลาดปัจจุบันมาจากหุ้นขนาดใหญ่ 60-70 ตัวเท่านั้น จากบจ.ทั้งตลาด 500 กว่าบริษัท " นายรพี กล่าว นางทิพยสุดา ถาวรามร ผู้ช่วยเลขาธิการ สายงานกลยุทธ์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า นโยบายการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ของก.ล.ต.ก็เพื่อการลดต้นทุนผู้ใช้ตลาดทุน และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้มากขึ้นและมีการแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันโปรดักต์ในตลาดทุน ยังมีข้อจำกัด ขณะที่ปัจจุบันพบว่ามีบัญชีผู้มีเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ประมาณ 7 หมื่นบัญชี หรือคิดเป็นเงินฝากรวมประมาณ 3 ล้านล้านบาท ที่ยังหาช่องทางการลงทุน ดังนั้นทำอย่างไรให้มีโปรดักต์การลงทุนเพื่อสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ นั่นคือ การเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ซึ่งล้วนอยู่ในตลาดทุนมานาน โดยได้ข้อสรุปว่า ตลาดทุนไทยจะต้องพัฒนาอย่างจริงจังเสียที ก่อนจะหายไปจากแผนที่ตลาดทุนโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2374 13 พ.ย. - 15 พ.ย. 2551
คำถาม
1.ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) คือใคร
2. Modernizing Our Capital Market:A Roadmap to Prosperity โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
3.จากบทความการเสนอความคิดและการสะท้อนภาพตลาดทุนไทยของผู้ร่วมเสวนา ที่อ่านนี้สรุปได้ว่า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)