นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทองคำแท่งขายออกบาทละ 15,950 บาท เตือนนักลงทุนระวังเสี่ยงสูง หากเข้าซื้อเก็งกำไรตอนนี้ แนะรอจังหวะเหมาะสม
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตามราคาในตลาดโลกที่ล่าสุดอยู่ที่ 967 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ก็มีผลทำให้ราคาทองคำแพงขึ้น โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุก 10 สตางค์ ทำให้ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท โดยราคาทองคำในประเทศล่าสุด ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 15,850 บาท ขายออก 15,950 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 15,614.8 บาท ขายออก 16,300 บาท
"ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา จนขณะนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 2,150 บาท ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์ราคาทองคำขณะนี้น่ากลัว เพราะเป็นช่วงขาขึ้นอย่างเดียว โดยไม่มีขาลง ดังนั้น หากราคาทองคำตกก็จะตกลงอย่างรุนแรง จึงขอเตือนประชาชนที่จะเข้าเก็งกำไรต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้วย” นายจิตติกล่าว
ด้านนายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังมีแนวโน้มทรงตัวระดับสูง แต่ระยะสั้นอาจจะพักตัวบ้าง เนื่องจากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวเร็วมาก จาก 810 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 160 ดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มระยะ 1 เดือนข้างหน้า ราคาทองคำในตลาดโลกยังไม่ถึงระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ 1,034 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยจะต้องผ่านแนวต้านที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปก่อน แต่ระยะกลางเป็นไปได้ที่จะแตะระดับสูงสุดอีกครั้ง ดังนั้น การเข้ามาเก็งกำไรราคาทองคำระยะนี้จึงเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงมาก จึงไม่อยากให้นักลงทุนหรือประชาชนเกิดภาวะตื่นทอง โดยเข้ามาซื้อเก็งกำไรทองคำจนทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปอีก ควรรอให้ราคาอ่อนตัวลงอยู่ระดับเหมาะสมก่อน เพราะตราบใดภาวะเศรษฐกิจโลกและสหรัฐยังไม่ดีขึ้น นักลงทุนก็จะพักเงินเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทองคำ
คำถาม
1. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ?
2. เพราะเหตุใด จึงต้องระวังราคาทองที่เพิ่มขึ้น ?
3. เพราะเหตุใด จึงต้องรอให้ราคาทองอยู่ในราคาที่เหมาะสมก่อนจึงค่อยเข้าเก็งกำไร ?
วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ธปท.รับศก.ไทยปีนี้อาจขยายตัวต่ำกว่า0-2%
นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026
นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่า ร้อยละ 0-2 ตามที่ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการส่งออกของไทยชะลอตัวลงมาก ขณะที่ค่าเงินบาท แม้จะไม่ผันผวน แต่ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่ยังถือว่ายังอยู่ในระดับกลางเทียบกับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกด้านราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้ง อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะทบทวนประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่ในปลายเดือนนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่า สถาบันการเงินยังมีสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่ภาคการธุรกิจยังไม่พบสัญญานความเปราะบาง โดยปีที่ผ่านมายังมีผลกำไร ส่วนหนี้สินต่อทุนยังมีสัดส่วนต่ำ แต่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากแล้ว แต่ยังมีช่องทางผ่อนคลายได้อีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
คำถาม
1.นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละเท่าใด ?
2. สาเหตุใดที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง ?
3. แม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจแต่ถ้าเทียบตามภูมิภาค ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับใด ?
นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่า ร้อยละ 0-2 ตามที่ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการส่งออกของไทยชะลอตัวลงมาก ขณะที่ค่าเงินบาท แม้จะไม่ผันผวน แต่ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่ยังถือว่ายังอยู่ในระดับกลางเทียบกับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกด้านราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้ง อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะทบทวนประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่ในปลายเดือนนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่า สถาบันการเงินยังมีสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่ภาคการธุรกิจยังไม่พบสัญญานความเปราะบาง โดยปีที่ผ่านมายังมีผลกำไร ส่วนหนี้สินต่อทุนยังมีสัดส่วนต่ำ แต่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากแล้ว แต่ยังมีช่องทางผ่อนคลายได้อีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
คำถาม
1.นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละเท่าใด ?
2. สาเหตุใดที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง ?
3. แม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจแต่ถ้าเทียบตามภูมิภาค ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับใด ?
ผู้นำแรงงานเชื่อวิธีจ่ายเช็ค 2,000 บ. วุ่นวายแน่นอน
นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใช้วิธีการจ่ายเงิน 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 8.3 ล้านคน โดยการจ่ายเป็นเช็คเงินสดและสามารถนำไปแลกซื้อสินค้าได้ว่า ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องการนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน โดยคิดว่าเป็นวิธีที่ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ในฐานะผู้รับมองว่ารัฐบาลไม่ได้คำนึงว่าผู้รับจะได้รับความลำบากมากน้อยเพียงใดกับวิธีการนี้ ในการต้องนำเงินไปขึ้นกับธนาคาร บางพื้นที่ต้องลางาน หรือการนำไปแลกซื้อของตามห้างสรรพสินค้าก็ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานได้อย่างทั่วถึง เพราะอาจต้องใช้เงินจำนวนนี้ไปจ่ายเป็นค่าเช่าบ้าน หรือค่าน้ำค่าไฟ นอกจากนี้ ยังสุ่มเสี่ยงกับผลประโยชน์แอบแฝงที่จะตามมาจากห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยขอให้รอดูสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งเชื่อว่าจะมีตั้งแต่วันที่เช็คจะถึงมือประชาชน
น.ส.วิไลวรรณ ยังฝากเตือนผู้เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน เพราะขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม ว่าไปขอขึ้นทะเบียนรับสิทธิ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ประกันสังคมบอกว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะถูกเลิกจ้างไปแล้ว
คำถาม
1. รัฐบาลใช้วิธีการใดเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ?
2. เพราะเหตุใด น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทยจึงคิดว่าการวิธีการจ่ายเช็ค 2000 บ. จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ?
3. จังหวัดใดบาง ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ที่ไม่ความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน ?
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใช้วิธีการจ่ายเงิน 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 8.3 ล้านคน โดยการจ่ายเป็นเช็คเงินสดและสามารถนำไปแลกซื้อสินค้าได้ว่า ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องการนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน โดยคิดว่าเป็นวิธีที่ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ในฐานะผู้รับมองว่ารัฐบาลไม่ได้คำนึงว่าผู้รับจะได้รับความลำบากมากน้อยเพียงใดกับวิธีการนี้ ในการต้องนำเงินไปขึ้นกับธนาคาร บางพื้นที่ต้องลางาน หรือการนำไปแลกซื้อของตามห้างสรรพสินค้าก็ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานได้อย่างทั่วถึง เพราะอาจต้องใช้เงินจำนวนนี้ไปจ่ายเป็นค่าเช่าบ้าน หรือค่าน้ำค่าไฟ นอกจากนี้ ยังสุ่มเสี่ยงกับผลประโยชน์แอบแฝงที่จะตามมาจากห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยขอให้รอดูสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งเชื่อว่าจะมีตั้งแต่วันที่เช็คจะถึงมือประชาชน
น.ส.วิไลวรรณ ยังฝากเตือนผู้เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน เพราะขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม ว่าไปขอขึ้นทะเบียนรับสิทธิ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ประกันสังคมบอกว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะถูกเลิกจ้างไปแล้ว
คำถาม
1. รัฐบาลใช้วิธีการใดเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ?
2. เพราะเหตุใด น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทยจึงคิดว่าการวิธีการจ่ายเช็ค 2000 บ. จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ?
3. จังหวัดใดบาง ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ที่ไม่ความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน ?
นายณัฐวุฒิ กมลสวัสดิ์ 5005106024
ธปท.ชี้ปี'52สินเชื่อลด ลุ้นมาตรการรัฐปลุกลงทุน
น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวยอมรับว่า จากปัญหาวิกฤตการเงินโลก และปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวลดลง ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวลดลง ขณะที่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 1-3 เดือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนปัจจัยที่ท้าท้ายของธนาคารพาณิชย์ในปี 2552 คือ ความพยายามไม่ให้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นและเพิ่มทุนจำนวนกมาก เพื่อรองรับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ยอมรับว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2552 จะมีตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อต่ำกว่าปี 2551 ที่ขยายตัวสูงถึง 11.4% "ช่วงต้นปี 51 ราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นสูงมาก ทำให้ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องการกู้เพิ่ม เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ ทำให้ยอดสินเชื่อแบงก์โต แต่ในปี52 ความต้องการสินเชื่อของลูกค้าจะปรับตัวลดลง ตามการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก" น.ส.นวพรกล่าวอีกว่า การขยายตัวของสินเชื่อใหม่ ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยว่า จะกระตุ้นอุปสงค์ของระบบให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากสามารถมีเงินเข้ามาสู่ระบบ และเกิดผลได้เร็ว เชื่อว่าความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในส่วนของธนาคารพาณิชย์มีความพร้อม และมีเม็ดเงินที่จะปล่อยสินเชื่อเพียงพอต่อระบบ แต่การปล่อยสินเชื่อก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่ดีพอ หากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสีย คงปล่อยไม่ได้ น.ส.นวพร กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และลงทุนของเอกชนคงมีไม่มาก ดังนั้นคนที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจคือ รัฐบาล ที่ต้องเพิ่มการใช้จ่าย และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน ถ้าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วนมาตรการการเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับรายย่อยของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นั้น เชื่อว่า แนวทางการทำงานของการประกันสินเชื่อจะทำให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ของอุตสาหกรรมรายย่อยได้ เพราะก่อนหน้าที่ออกแนวทางนี้มา ได้มีการหารือกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ บสย.และ ธปท. แล้วว่า จะช่วยภาคอุตสาหกรรมได้ โดยจะเร่งให้สินเชื่อใหม่ออกได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2551 จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาระกันสำรองในปี 2551 ลดลงมาก หลังจากทุกธนาคารได้กันสำรองตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีสากล(ไอเอเอส 39) ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2550 จึงมีอัตราตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(อาร์โอเอ) อยู่ที่ระดับ 1.0% มีเงินกองทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง(ตามบาร์เซล 2 ) 14.2 %
คำถาม
1. น.ส.นวพร มหารักขกะ ได้กล่าวยอมรับว่า
2. บสย. ย่อมาจากอะไร
3. น.ส.นวพร มหารักขกะ ดำรงตำแหน่งใด
ธปท.ชี้ปี'52สินเชื่อลด ลุ้นมาตรการรัฐปลุกลงทุน
น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวยอมรับว่า จากปัญหาวิกฤตการเงินโลก และปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวลดลง ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวลดลง ขณะที่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 1-3 เดือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนปัจจัยที่ท้าท้ายของธนาคารพาณิชย์ในปี 2552 คือ ความพยายามไม่ให้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นและเพิ่มทุนจำนวนกมาก เพื่อรองรับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ยอมรับว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2552 จะมีตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อต่ำกว่าปี 2551 ที่ขยายตัวสูงถึง 11.4% "ช่วงต้นปี 51 ราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นสูงมาก ทำให้ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องการกู้เพิ่ม เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ ทำให้ยอดสินเชื่อแบงก์โต แต่ในปี52 ความต้องการสินเชื่อของลูกค้าจะปรับตัวลดลง ตามการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก" น.ส.นวพรกล่าวอีกว่า การขยายตัวของสินเชื่อใหม่ ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยว่า จะกระตุ้นอุปสงค์ของระบบให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากสามารถมีเงินเข้ามาสู่ระบบ และเกิดผลได้เร็ว เชื่อว่าความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในส่วนของธนาคารพาณิชย์มีความพร้อม และมีเม็ดเงินที่จะปล่อยสินเชื่อเพียงพอต่อระบบ แต่การปล่อยสินเชื่อก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่ดีพอ หากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสีย คงปล่อยไม่ได้ น.ส.นวพร กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และลงทุนของเอกชนคงมีไม่มาก ดังนั้นคนที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจคือ รัฐบาล ที่ต้องเพิ่มการใช้จ่าย และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน ถ้าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วนมาตรการการเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับรายย่อยของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นั้น เชื่อว่า แนวทางการทำงานของการประกันสินเชื่อจะทำให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ของอุตสาหกรรมรายย่อยได้ เพราะก่อนหน้าที่ออกแนวทางนี้มา ได้มีการหารือกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ บสย.และ ธปท. แล้วว่า จะช่วยภาคอุตสาหกรรมได้ โดยจะเร่งให้สินเชื่อใหม่ออกได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2551 จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาระกันสำรองในปี 2551 ลดลงมาก หลังจากทุกธนาคารได้กันสำรองตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีสากล(ไอเอเอส 39) ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2550 จึงมีอัตราตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(อาร์โอเอ) อยู่ที่ระดับ 1.0% มีเงินกองทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง(ตามบาร์เซล 2 ) 14.2 %
คำถาม
1. น.ส.นวพร มหารักขกะ ได้กล่าวยอมรับว่า
2. บสย. ย่อมาจากอะไร
3. น.ส.นวพร มหารักขกะ ดำรงตำแหน่งใด
NYMEX: แรงซื้อหนุนทองคำปิดพุ่ง 10.80 ดอลล์
นายนาทิต จันทวรรณ 5005106022
NYMEX: แรงซื้อหนุนทองคำปิดพุ่ง 10.80 ดอลล์
นักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 978.30 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 10.80 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 979.00-961.60 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนมี.ค.ปิดที่ 14.29 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 28.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 1.2 เซนต์ ปิดที่ 1.4545 ดอลลาร์/ปอนด์ สัญญาพลาตินัมเดือนเม.ย.ปิดที่ 1,098.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 60.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนมี.ค.ปิดที่ 219.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์ คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป กล่าวว่า นักลงทุนแห่ถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการสร้างบ้านในเดือนม.ค.ร่วงลง 16.8% เหลือเพียง 466,000 ยูนิตซึ่งเป็น ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยตัวเลขการผลิตในภาคอุตสาหกรรมร่วงเกินคาด 1.8% ในเดือนม.ค.เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตรถยนต์ที่ร่วงลงอย่างรุนแรง เฟดคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 8.5-8.8% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.1-7.6% และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปีนี้ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2-1.1%
คำถาม
1. คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป ได้กล่าวว่าอย่างไร
2. เฟดคาดการณ์ว่าอย่างไร
3.สัญญาทองคำตลาด NYMEX ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่เท่าใด
NYMEX: แรงซื้อหนุนทองคำปิดพุ่ง 10.80 ดอลล์
นักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 978.30 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 10.80 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 979.00-961.60 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนมี.ค.ปิดที่ 14.29 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 28.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 1.2 เซนต์ ปิดที่ 1.4545 ดอลลาร์/ปอนด์ สัญญาพลาตินัมเดือนเม.ย.ปิดที่ 1,098.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 60.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนมี.ค.ปิดที่ 219.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์ คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป กล่าวว่า นักลงทุนแห่ถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการสร้างบ้านในเดือนม.ค.ร่วงลง 16.8% เหลือเพียง 466,000 ยูนิตซึ่งเป็น ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยตัวเลขการผลิตในภาคอุตสาหกรรมร่วงเกินคาด 1.8% ในเดือนม.ค.เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตรถยนต์ที่ร่วงลงอย่างรุนแรง เฟดคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 8.5-8.8% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.1-7.6% และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปีนี้ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2-1.1%
คำถาม
1. คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป ได้กล่าวว่าอย่างไร
2. เฟดคาดการณ์ว่าอย่างไร
3.สัญญาทองคำตลาด NYMEX ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่เท่าใด
ข่าว เศรษฐกิจ การเงิน
นายสิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019
หุ้นไทยปิดบวก1.38จุด
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น สวนทางตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่จะอยู่แดนลบ ภาพโดยรวมยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และปัญหาของสถาบันการเงิน แต่ตลาดบ้านเราในช่วงบ่ายได้มีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากคาดว่าน่าจะได้ประโยชน์จากการประมูลในโครงการของภาครัฐฯ และคงจะเห็นว่าดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านเรามักจะมีตัวอ้างอิงจากดาวโจนส์ฟิวเจอร์อยู่ด้วย "ตอนนี้ตลาดฯคงจะตามวอลสตรีทเป็นหลัก แม้ว่าตลาดฯจะปรับตัวลงแต่ก็คงจะลงไปไม่มาก เนื่องจาก valuation ต่ำ และการเมืองก็มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับน่าจะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐฯเข้ามา"นายวรุตม์ กล่าว สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้(19 ก.พ.)นายวรุตม์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะแกว่งตัว โดยมีแนวรับที่ 435 จุด แนวต้าน 442 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ 1.PTTEP ปิดที่ 93.00 บาท ลดลง 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 509.11 ล้านบาท 2.PTT ปิดที่ 159.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 478.03 ล้านบาท 3.BANPU ปิดที่ 222.00 บาท ลดลง 2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 475.32 ล้านบาท 4.TTA ปิดที่ 16.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 328.43 ล้านบาท และ5.SCB ปิดที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 273.43 ล้านบาท
คำถาม
1. รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า คือใคร
2. PTTEP ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
3. BANPU ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
หุ้นไทยปิดบวก1.38จุด
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น สวนทางตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่จะอยู่แดนลบ ภาพโดยรวมยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และปัญหาของสถาบันการเงิน แต่ตลาดบ้านเราในช่วงบ่ายได้มีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากคาดว่าน่าจะได้ประโยชน์จากการประมูลในโครงการของภาครัฐฯ และคงจะเห็นว่าดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านเรามักจะมีตัวอ้างอิงจากดาวโจนส์ฟิวเจอร์อยู่ด้วย "ตอนนี้ตลาดฯคงจะตามวอลสตรีทเป็นหลัก แม้ว่าตลาดฯจะปรับตัวลงแต่ก็คงจะลงไปไม่มาก เนื่องจาก valuation ต่ำ และการเมืองก็มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับน่าจะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐฯเข้ามา"นายวรุตม์ กล่าว สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้(19 ก.พ.)นายวรุตม์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะแกว่งตัว โดยมีแนวรับที่ 435 จุด แนวต้าน 442 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ 1.PTTEP ปิดที่ 93.00 บาท ลดลง 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 509.11 ล้านบาท 2.PTT ปิดที่ 159.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 478.03 ล้านบาท 3.BANPU ปิดที่ 222.00 บาท ลดลง 2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 475.32 ล้านบาท 4.TTA ปิดที่ 16.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 328.43 ล้านบาท และ5.SCB ปิดที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 273.43 ล้านบาท
คำถาม
1. รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า คือใคร
2. PTTEP ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
3. BANPU ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
นายนาทิต จันทวรรณ 5005106022
เศรษฐกิจโลกกระทบหนัก ส่งออก ม.ค.วูบติดลบ 26.5% เป็นครั้งประวัติการณ์ในรอบ 17 ปี พาณิชย์ยังไม่ตกใจแค่เกิดเดือนเดียว ต้องดูต่ออีกระยะ ผู้ว่าการ ธปท.เผยยังประเมินตัวเลขทั้งปีไม่ได้แต่หากต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อการเติบโต ชี้จีดีพีมีโอกาสติดลบ "อุ๋ย"แนะอัดฉีดกระตุ้น พึ่งการบริโภคในประเทศแทน
ประวัติการณ์ส่งออกม.ค.วูบ26.5%
วิกฤตเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ เมื่อ ตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคมปีนี้ติดลบ 26.5% นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่กระทรวงพาณิชย์ว่า การส่งออกเดือนมกราคม 2552 มีมูลค่า 10,496 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 26.5% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับจากกรมส่งเสริมการส่งออกเก็บสถิติมาในปี 2535 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,119 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 37.6% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1,377 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.38 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกไปตลาดใหม่มีสัดส่วน 50.5%และตลาดเก่า 49.5% เป็นเดือนแรกที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่สูงกว่าตลาดเก่า และในวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์นี้ จะประชุมทูตพาณิชย์เพื่อรับมอบนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทบทวนตัวเลขคาดการณ์การส่งออกแต่ละประเทศอีกครั้ง โดยเบื้องต้นจะเร่งรัดให้การส่งออกดีขึ้นและแก้ปัญหาเป็นรายประเทศและภูมิภาค ซึ่งคงต้องทำให้ทำงานหนักขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ขยายตัว 0-3%
อ้างลบตามศก.โลก-พณ.ไม่ตกใจ
"การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน 38% ลดลงถึง 30-40% การส่งออกยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ปีนี้และฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง แต่จะติดลบเท่าไหร่ยังระบุไม่ได้ เพราะปัจจัยลบภายนอกยังไม่นิ่ง การส่งออกและนำเข้าเดือนมกราคมติดลบในทุกประเทศทั่วโลก อาทิ จีน ส่งออกลดลง 17.4% นำเข้าลดลง 43.1% ญี่ปุ่นส่งออกลดลง 46.1% นำเข้าลดลง 25.5% เวียดนามส่งออกลดลง 24.2% นำเข้าลดลง 44.8%และเกาหลีใต้ ส่งออกลดลง 32.8%แต่ไม่แจ้งตัวเลขการนำเข้า" นายศิริพล กล่าว
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตกใจกับตัวเลขที่ติดลบสูง เพราะเพิ่งเกิดเดือนเดียวคงต้องดูสถานการณ์อีก 2-3 เดือนหรือเมษายน-พฤษภาคมนี้ ก่อนจะประเมินตัวเลขส่งออกอีกครั้ง ซึ่งกรมฯมีการเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีถึง 698 โครงการ แม้ตลาดใหม่ติดลบมากถึง 30% แต่ยังเป็นตลาดเป้าหมายดันส่งออก ซึ่งจะผลักดันเพิ่มสัดส่วนให้ถึง 51-52% ภายในปีนี้
ผู้ว่าธปท.ไม่มั่นใจจีดีพีชี้อาจ"ลบ"
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงการส่งออกเดือนมกราคมที่ลดลง 26.5% ว่า เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ซึ่งหลายประเทศลดลงไปก่อนหน้าแล้ว จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขทั้งปีได้ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง แต่ที่ชัดเจนคือ ส่งออกไทยลดลงมาก และหากยังคงลดลงต่อเนื่อง ก็จะกระทบการส่งออกทั้งปีที่จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ประมาณการไว้ว่า ปีนี้จะติดลบ 5.5-8.5%
"ขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่ทราบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเห็นผลแค่ไหน จะสามารถดูแลไม่ให้เศรษฐกิจลงลึกมากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกที่ลดลงจะมีผลต่อการประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีด้วย ซึ่งปีนี้ประมาณการจีดีพีขยายตัว 0-2% แต่ขณะนี้ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก จะมีทั้งที่เป็นปัจจัยบวกและลบ ซึ่งมีโอกาสที่จีดีพีจะลดลงจากนี้ จึงไม่มั่นใจว่าจะได้ตามเดิมและจะทบทวนใหม่ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกรณีต่ำสุดมีโอกาสติดลบ" นางธาริษา กล่าว
"อุ๋ย"ทำนายเลวร้ายสุด 5ปีถึงจะฟื้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกคงจะใช้เวลานานถึง 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว หรือเลวร้ายสุดอาจจะถึง 5 ปี ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบในช่วง 3 ปีจากนี้ เนื่องจากการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศในไทยหดตัว ขณะที่การส่งออกลดลงโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศจี 3 คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 42% ของการส่งออกไทยทั้งหมด
ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องเร่งนโยบายใน 2-3ประการคือ ช่วงระยะสั้นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อให้เติบโต แต่เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหดตัว และรัฐบาลต้องฉวยโอกาสนี้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม นอกจากโครงการรถไฟฟ้าที่ได้เริ่มลงทุนแล้ว เช่น โครงการวางระบบน้ำเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมในหน้าแล้ง เพราะรัฐบาลยังสามารถสามารถก่อหนี้ได้ เพราะสัดส่วนต่อจีดีพีปัจจุบันยังต่ำเพียง 37% และยังสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก 1 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นจะต้องมีแผนใช้ประโยชน์จากพืชเกษตรโดยเฉพาะการทำเอทานอล และไบโอดีเซล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำแต่ระยะหลังราคาน้ำมันลดลงโครงการนี้ก็หายไป
แนะกระตุ้น-พึ่งการบริโภคในปท.
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจหดตัวรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นความต้องการบริโภค เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้ขายสินค้าได้ แต่อย่ากระตุ้นด้านการผลิต โดยเฉพาะการลดภาษี เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิดการขยายการลงทุน ทำให้เม็ดเงินที่หว่านลงไปไม่หมุนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 1.5หมื่นบาทนั้น เป็นการกระตุ้นระยะสั้น ครั้งเดียวจบ แต่จะไม่เห็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย และไม่ควรจะผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว เพราะขณะนี้ บริษัทที่ทำงานเป็นจะไม่หวังพึ่งสินเชื่อ เพราะต้องการระบายสินค้าคงคลังมากกว่า แต่พวกที่ต้องการสินเชื่อคือพวกที่ธุรกิจมีบริหารไม่เป็น ซึ่งอาจก่อผลเสียระบบธนาคารพาณิชย์ได้
"เวลานี้หวังพึ่งการลงทุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยากมาก เพราะเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ต่างก็ประสบปัญหาทางการเงินทั้งนั้น จะไม่มีเงินมาลงทุนในไทยไปอีกนาน ขณะที่หวังการส่งออกเหมือนเดิมก็ไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นรัฐต้องหวังพึ่งการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการผลิตภายในประเทศ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
คำถาม
1. "การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน
2. นายราเชนทร์ พจนสุนทร ได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง
3. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงอะไร
เศรษฐกิจโลกกระทบหนัก ส่งออก ม.ค.วูบติดลบ 26.5% เป็นครั้งประวัติการณ์ในรอบ 17 ปี พาณิชย์ยังไม่ตกใจแค่เกิดเดือนเดียว ต้องดูต่ออีกระยะ ผู้ว่าการ ธปท.เผยยังประเมินตัวเลขทั้งปีไม่ได้แต่หากต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อการเติบโต ชี้จีดีพีมีโอกาสติดลบ "อุ๋ย"แนะอัดฉีดกระตุ้น พึ่งการบริโภคในประเทศแทน
ประวัติการณ์ส่งออกม.ค.วูบ26.5%
วิกฤตเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ เมื่อ ตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคมปีนี้ติดลบ 26.5% นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่กระทรวงพาณิชย์ว่า การส่งออกเดือนมกราคม 2552 มีมูลค่า 10,496 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 26.5% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับจากกรมส่งเสริมการส่งออกเก็บสถิติมาในปี 2535 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,119 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 37.6% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1,377 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.38 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกไปตลาดใหม่มีสัดส่วน 50.5%และตลาดเก่า 49.5% เป็นเดือนแรกที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่สูงกว่าตลาดเก่า และในวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์นี้ จะประชุมทูตพาณิชย์เพื่อรับมอบนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทบทวนตัวเลขคาดการณ์การส่งออกแต่ละประเทศอีกครั้ง โดยเบื้องต้นจะเร่งรัดให้การส่งออกดีขึ้นและแก้ปัญหาเป็นรายประเทศและภูมิภาค ซึ่งคงต้องทำให้ทำงานหนักขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ขยายตัว 0-3%
อ้างลบตามศก.โลก-พณ.ไม่ตกใจ
"การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน 38% ลดลงถึง 30-40% การส่งออกยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ปีนี้และฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง แต่จะติดลบเท่าไหร่ยังระบุไม่ได้ เพราะปัจจัยลบภายนอกยังไม่นิ่ง การส่งออกและนำเข้าเดือนมกราคมติดลบในทุกประเทศทั่วโลก อาทิ จีน ส่งออกลดลง 17.4% นำเข้าลดลง 43.1% ญี่ปุ่นส่งออกลดลง 46.1% นำเข้าลดลง 25.5% เวียดนามส่งออกลดลง 24.2% นำเข้าลดลง 44.8%และเกาหลีใต้ ส่งออกลดลง 32.8%แต่ไม่แจ้งตัวเลขการนำเข้า" นายศิริพล กล่าว
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตกใจกับตัวเลขที่ติดลบสูง เพราะเพิ่งเกิดเดือนเดียวคงต้องดูสถานการณ์อีก 2-3 เดือนหรือเมษายน-พฤษภาคมนี้ ก่อนจะประเมินตัวเลขส่งออกอีกครั้ง ซึ่งกรมฯมีการเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีถึง 698 โครงการ แม้ตลาดใหม่ติดลบมากถึง 30% แต่ยังเป็นตลาดเป้าหมายดันส่งออก ซึ่งจะผลักดันเพิ่มสัดส่วนให้ถึง 51-52% ภายในปีนี้
ผู้ว่าธปท.ไม่มั่นใจจีดีพีชี้อาจ"ลบ"
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงการส่งออกเดือนมกราคมที่ลดลง 26.5% ว่า เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ซึ่งหลายประเทศลดลงไปก่อนหน้าแล้ว จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขทั้งปีได้ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง แต่ที่ชัดเจนคือ ส่งออกไทยลดลงมาก และหากยังคงลดลงต่อเนื่อง ก็จะกระทบการส่งออกทั้งปีที่จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ประมาณการไว้ว่า ปีนี้จะติดลบ 5.5-8.5%
"ขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่ทราบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเห็นผลแค่ไหน จะสามารถดูแลไม่ให้เศรษฐกิจลงลึกมากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกที่ลดลงจะมีผลต่อการประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีด้วย ซึ่งปีนี้ประมาณการจีดีพีขยายตัว 0-2% แต่ขณะนี้ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก จะมีทั้งที่เป็นปัจจัยบวกและลบ ซึ่งมีโอกาสที่จีดีพีจะลดลงจากนี้ จึงไม่มั่นใจว่าจะได้ตามเดิมและจะทบทวนใหม่ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกรณีต่ำสุดมีโอกาสติดลบ" นางธาริษา กล่าว
"อุ๋ย"ทำนายเลวร้ายสุด 5ปีถึงจะฟื้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกคงจะใช้เวลานานถึง 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว หรือเลวร้ายสุดอาจจะถึง 5 ปี ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบในช่วง 3 ปีจากนี้ เนื่องจากการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศในไทยหดตัว ขณะที่การส่งออกลดลงโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศจี 3 คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 42% ของการส่งออกไทยทั้งหมด
ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องเร่งนโยบายใน 2-3ประการคือ ช่วงระยะสั้นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อให้เติบโต แต่เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหดตัว และรัฐบาลต้องฉวยโอกาสนี้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม นอกจากโครงการรถไฟฟ้าที่ได้เริ่มลงทุนแล้ว เช่น โครงการวางระบบน้ำเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมในหน้าแล้ง เพราะรัฐบาลยังสามารถสามารถก่อหนี้ได้ เพราะสัดส่วนต่อจีดีพีปัจจุบันยังต่ำเพียง 37% และยังสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก 1 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นจะต้องมีแผนใช้ประโยชน์จากพืชเกษตรโดยเฉพาะการทำเอทานอล และไบโอดีเซล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำแต่ระยะหลังราคาน้ำมันลดลงโครงการนี้ก็หายไป
แนะกระตุ้น-พึ่งการบริโภคในปท.
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจหดตัวรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นความต้องการบริโภค เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้ขายสินค้าได้ แต่อย่ากระตุ้นด้านการผลิต โดยเฉพาะการลดภาษี เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิดการขยายการลงทุน ทำให้เม็ดเงินที่หว่านลงไปไม่หมุนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 1.5หมื่นบาทนั้น เป็นการกระตุ้นระยะสั้น ครั้งเดียวจบ แต่จะไม่เห็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย และไม่ควรจะผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว เพราะขณะนี้ บริษัทที่ทำงานเป็นจะไม่หวังพึ่งสินเชื่อ เพราะต้องการระบายสินค้าคงคลังมากกว่า แต่พวกที่ต้องการสินเชื่อคือพวกที่ธุรกิจมีบริหารไม่เป็น ซึ่งอาจก่อผลเสียระบบธนาคารพาณิชย์ได้
"เวลานี้หวังพึ่งการลงทุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยากมาก เพราะเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ต่างก็ประสบปัญหาทางการเงินทั้งนั้น จะไม่มีเงินมาลงทุนในไทยไปอีกนาน ขณะที่หวังการส่งออกเหมือนเดิมก็ไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นรัฐต้องหวังพึ่งการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการผลิตภายในประเทศ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
คำถาม
1. "การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน
2. นายราเชนทร์ พจนสุนทร ได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง
3. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงอะไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)