วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ราคาทองพุ่งต่อชี้เข้าภาวะเสี่ยงเตือนระวังลงทุน

นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทองคำแท่งขายออกบาทละ 15,950 บาท เตือนนักลงทุนระวังเสี่ยงสูง หากเข้าซื้อเก็งกำไรตอนนี้ แนะรอจังหวะเหมาะสม
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตามราคาในตลาดโลกที่ล่าสุดอยู่ที่ 967 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ก็มีผลทำให้ราคาทองคำแพงขึ้น โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุก 10 สตางค์ ทำให้ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท โดยราคาทองคำในประเทศล่าสุด ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 15,850 บาท ขายออก 15,950 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 15,614.8 บาท ขายออก 16,300 บาท
"ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา จนขณะนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 2,150 บาท ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์ราคาทองคำขณะนี้น่ากลัว เพราะเป็นช่วงขาขึ้นอย่างเดียว โดยไม่มีขาลง ดังนั้น หากราคาทองคำตกก็จะตกลงอย่างรุนแรง จึงขอเตือนประชาชนที่จะเข้าเก็งกำไรต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้วย” นายจิตติกล่าว
ด้านนายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังมีแนวโน้มทรงตัวระดับสูง แต่ระยะสั้นอาจจะพักตัวบ้าง เนื่องจากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวเร็วมาก จาก 810 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 160 ดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มระยะ 1 เดือนข้างหน้า ราคาทองคำในตลาดโลกยังไม่ถึงระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ 1,034 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยจะต้องผ่านแนวต้านที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปก่อน แต่ระยะกลางเป็นไปได้ที่จะแตะระดับสูงสุดอีกครั้ง ดังนั้น การเข้ามาเก็งกำไรราคาทองคำระยะนี้จึงเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงมาก จึงไม่อยากให้นักลงทุนหรือประชาชนเกิดภาวะตื่นทอง โดยเข้ามาซื้อเก็งกำไรทองคำจนทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปอีก ควรรอให้ราคาอ่อนตัวลงอยู่ระดับเหมาะสมก่อน เพราะตราบใดภาวะเศรษฐกิจโลกและสหรัฐยังไม่ดีขึ้น นักลงทุนก็จะพักเงินเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทองคำ

คำถาม

1. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ?

2. เพราะเหตุใด จึงต้องระวังราคาทองที่เพิ่มขึ้น ?

3. เพราะเหตุใด จึงต้องรอให้ราคาทองอยู่ในราคาที่เหมาะสมก่อนจึงค่อยเข้าเก็งกำไร ?

ธปท.รับศก.ไทยปีนี้อาจขยายตัวต่ำกว่า0-2%

นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026

นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่า ร้อยละ 0-2 ตามที่ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการส่งออกของไทยชะลอตัวลงมาก ขณะที่ค่าเงินบาท แม้จะไม่ผันผวน แต่ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่ยังถือว่ายังอยู่ในระดับกลางเทียบกับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกด้านราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้ง อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะทบทวนประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่ในปลายเดือนนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่า สถาบันการเงินยังมีสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่ภาคการธุรกิจยังไม่พบสัญญานความเปราะบาง โดยปีที่ผ่านมายังมีผลกำไร ส่วนหนี้สินต่อทุนยังมีสัดส่วนต่ำ แต่จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากแล้ว แต่ยังมีช่องทางผ่อนคลายได้อีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

คำถาม

1.นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับทางออกของคนไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละเท่าใด ?

2. สาเหตุใดที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง ?

3. แม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจแต่ถ้าเทียบตามภูมิภาค ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับใด ?

ผู้นำแรงงานเชื่อวิธีจ่ายเช็ค 2,000 บ. วุ่นวายแน่นอน

นายภัทรพงษ์ บัวเกิด 5005106026
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใช้วิธีการจ่ายเงิน 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 8.3 ล้านคน โดยการจ่ายเป็นเช็คเงินสดและสามารถนำไปแลกซื้อสินค้าได้ว่า ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องการนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน โดยคิดว่าเป็นวิธีที่ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ในฐานะผู้รับมองว่ารัฐบาลไม่ได้คำนึงว่าผู้รับจะได้รับความลำบากมากน้อยเพียงใดกับวิธีการนี้ ในการต้องนำเงินไปขึ้นกับธนาคาร บางพื้นที่ต้องลางาน หรือการนำไปแลกซื้อของตามห้างสรรพสินค้าก็ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานได้อย่างทั่วถึง เพราะอาจต้องใช้เงินจำนวนนี้ไปจ่ายเป็นค่าเช่าบ้าน หรือค่าน้ำค่าไฟ นอกจากนี้ ยังสุ่มเสี่ยงกับผลประโยชน์แอบแฝงที่จะตามมาจากห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยขอให้รอดูสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งเชื่อว่าจะมีตั้งแต่วันที่เช็คจะถึงมือประชาชน

น.ส.วิไลวรรณ ยังฝากเตือนผู้เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน เพราะขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม ว่าไปขอขึ้นทะเบียนรับสิทธิ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ประกันสังคมบอกว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะถูกเลิกจ้างไปแล้ว

คำถาม

1. รัฐบาลใช้วิธีการใดเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ?

2. เพราะเหตุใด น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการการสมานฉันท์แรงงานไทยจึงคิดว่าการวิธีการจ่ายเช็ค 2000 บ. จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ?
3. จังหวัดใดบาง ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงานหลายพื้นที่ที่ไม่ความเข้าใจผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินให้ชัดเจน ?
นายณัฐวุฒิ กมลสวัสดิ์ 5005106024
ธปท.ชี้ปี'52สินเชื่อลด ลุ้นมาตรการรัฐปลุกลงทุน

น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวยอมรับว่า จากปัญหาวิกฤตการเงินโลก และปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวลดลง ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวลดลง ขณะที่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 1-3 เดือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนปัจจัยที่ท้าท้ายของธนาคารพาณิชย์ในปี 2552 คือ ความพยายามไม่ให้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นและเพิ่มทุนจำนวนกมาก เพื่อรองรับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ยอมรับว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2552 จะมีตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อต่ำกว่าปี 2551 ที่ขยายตัวสูงถึง 11.4% "ช่วงต้นปี 51 ราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นสูงมาก ทำให้ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องการกู้เพิ่ม เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ ทำให้ยอดสินเชื่อแบงก์โต แต่ในปี52 ความต้องการสินเชื่อของลูกค้าจะปรับตัวลดลง ตามการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก" น.ส.นวพรกล่าวอีกว่า การขยายตัวของสินเชื่อใหม่ ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยว่า จะกระตุ้นอุปสงค์ของระบบให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากสามารถมีเงินเข้ามาสู่ระบบ และเกิดผลได้เร็ว เชื่อว่าความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในส่วนของธนาคารพาณิชย์มีความพร้อม และมีเม็ดเงินที่จะปล่อยสินเชื่อเพียงพอต่อระบบ แต่การปล่อยสินเชื่อก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่ดีพอ หากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสีย คงปล่อยไม่ได้ น.ส.นวพร กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และลงทุนของเอกชนคงมีไม่มาก ดังนั้นคนที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจคือ รัฐบาล ที่ต้องเพิ่มการใช้จ่าย และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน ถ้าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วนมาตรการการเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับรายย่อยของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นั้น เชื่อว่า แนวทางการทำงานของการประกันสินเชื่อจะทำให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ของอุตสาหกรรมรายย่อยได้ เพราะก่อนหน้าที่ออกแนวทางนี้มา ได้มีการหารือกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ บสย.และ ธปท. แล้วว่า จะช่วยภาคอุตสาหกรรมได้ โดยจะเร่งให้สินเชื่อใหม่ออกได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2551 จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาระกันสำรองในปี 2551 ลดลงมาก หลังจากทุกธนาคารได้กันสำรองตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีสากล(ไอเอเอส 39) ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2550 จึงมีอัตราตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(อาร์โอเอ) อยู่ที่ระดับ 1.0% มีเงินกองทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง(ตามบาร์เซล 2 ) 14.2 %
คำถาม
1. น.ส.นวพร มหารักขกะ ได้กล่าวยอมรับว่า
2. บสย. ย่อมาจากอะไร
3. น.ส.นวพร มหารักขกะ ดำรงตำแหน่งใด

NYMEX: แรงซื้อหนุนทองคำปิดพุ่ง 10.80 ดอลล์

นายนาทิต จันทวรรณ 5005106022
NYMEX: แรงซื้อหนุนทองคำปิดพุ่ง 10.80 ดอลล์
นักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 978.30 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 10.80 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 979.00-961.60 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนมี.ค.ปิดที่ 14.29 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 28.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 1.2 เซนต์ ปิดที่ 1.4545 ดอลลาร์/ปอนด์ สัญญาพลาตินัมเดือนเม.ย.ปิดที่ 1,098.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 60.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนมี.ค.ปิดที่ 219.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์ คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป กล่าวว่า นักลงทุนแห่ถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการสร้างบ้านในเดือนม.ค.ร่วงลง 16.8% เหลือเพียง 466,000 ยูนิตซึ่งเป็น ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยตัวเลขการผลิตในภาคอุตสาหกรรมร่วงเกินคาด 1.8% ในเดือนม.ค.เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตรถยนต์ที่ร่วงลงอย่างรุนแรง เฟดคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 8.5-8.8% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.1-7.6% และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปีนี้ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2-1.1%
คำถาม
1. คาร์ลอส ซานเชส นักวิเคราะห์จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป ได้กล่าวว่าอย่างไร
2. เฟดคาดการณ์ว่าอย่างไร
3.สัญญาทองคำตลาด NYMEX ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่เท่าใด

ข่าว เศรษฐกิจ การเงิน

นายสิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019
หุ้นไทยปิดบวก1.38จุด

นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น สวนทางตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่จะอยู่แดนลบ ภาพโดยรวมยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และปัญหาของสถาบันการเงิน แต่ตลาดบ้านเราในช่วงบ่ายได้มีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากคาดว่าน่าจะได้ประโยชน์จากการประมูลในโครงการของภาครัฐฯ และคงจะเห็นว่าดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านเรามักจะมีตัวอ้างอิงจากดาวโจนส์ฟิวเจอร์อยู่ด้วย "ตอนนี้ตลาดฯคงจะตามวอลสตรีทเป็นหลัก แม้ว่าตลาดฯจะปรับตัวลงแต่ก็คงจะลงไปไม่มาก เนื่องจาก valuation ต่ำ และการเมืองก็มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับน่าจะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐฯเข้ามา"นายวรุตม์ กล่าว สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้(19 ก.พ.)นายวรุตม์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะแกว่งตัว โดยมีแนวรับที่ 435 จุด แนวต้าน 442 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ 1.PTTEP ปิดที่ 93.00 บาท ลดลง 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 509.11 ล้านบาท 2.PTT ปิดที่ 159.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 478.03 ล้านบาท 3.BANPU ปิดที่ 222.00 บาท ลดลง 2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 475.32 ล้านบาท 4.TTA ปิดที่ 16.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 328.43 ล้านบาท และ5.SCB ปิดที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 273.43 ล้านบาท
คำถาม
1. รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันซ่า คือใคร
2. PTTEP ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
3. BANPU ปิดที่เท่าไหร่ ลดลงเท่าใด
นายนาทิต จันทวรรณ 5005106022
เศรษฐกิจโลกกระทบหนัก ส่งออก ม.ค.วูบติดลบ 26.5% เป็นครั้งประวัติการณ์ในรอบ 17 ปี พาณิชย์ยังไม่ตกใจแค่เกิดเดือนเดียว ต้องดูต่ออีกระยะ ผู้ว่าการ ธปท.เผยยังประเมินตัวเลขทั้งปีไม่ได้แต่หากต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อการเติบโต ชี้จีดีพีมีโอกาสติดลบ "อุ๋ย"แนะอัดฉีดกระตุ้น พึ่งการบริโภคในประเทศแทน
ประวัติการณ์ส่งออกม.ค.วูบ26.5%
วิกฤตเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ เมื่อ ตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคมปีนี้ติดลบ 26.5% นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่กระทรวงพาณิชย์ว่า การส่งออกเดือนมกราคม 2552 มีมูลค่า 10,496 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 26.5% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับจากกรมส่งเสริมการส่งออกเก็บสถิติมาในปี 2535 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,119 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 37.6% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1,377 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.38 หมื่นล้านบาท โดยการส่งออกไปตลาดใหม่มีสัดส่วน 50.5%และตลาดเก่า 49.5% เป็นเดือนแรกที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่สูงกว่าตลาดเก่า และในวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์นี้ จะประชุมทูตพาณิชย์เพื่อรับมอบนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทบทวนตัวเลขคาดการณ์การส่งออกแต่ละประเทศอีกครั้ง โดยเบื้องต้นจะเร่งรัดให้การส่งออกดีขึ้นและแก้ปัญหาเป็นรายประเทศและภูมิภาค ซึ่งคงต้องทำให้ทำงานหนักขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ขยายตัว 0-3%
อ้างลบตามศก.โลก-พณ.ไม่ตกใจ
"การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน 38% ลดลงถึง 30-40% การส่งออกยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ปีนี้และฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง แต่จะติดลบเท่าไหร่ยังระบุไม่ได้ เพราะปัจจัยลบภายนอกยังไม่นิ่ง การส่งออกและนำเข้าเดือนมกราคมติดลบในทุกประเทศทั่วโลก อาทิ จีน ส่งออกลดลง 17.4% นำเข้าลดลง 43.1% ญี่ปุ่นส่งออกลดลง 46.1% นำเข้าลดลง 25.5% เวียดนามส่งออกลดลง 24.2% นำเข้าลดลง 44.8%และเกาหลีใต้ ส่งออกลดลง 32.8%แต่ไม่แจ้งตัวเลขการนำเข้า" นายศิริพล กล่าว
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตกใจกับตัวเลขที่ติดลบสูง เพราะเพิ่งเกิดเดือนเดียวคงต้องดูสถานการณ์อีก 2-3 เดือนหรือเมษายน-พฤษภาคมนี้ ก่อนจะประเมินตัวเลขส่งออกอีกครั้ง ซึ่งกรมฯมีการเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีถึง 698 โครงการ แม้ตลาดใหม่ติดลบมากถึง 30% แต่ยังเป็นตลาดเป้าหมายดันส่งออก ซึ่งจะผลักดันเพิ่มสัดส่วนให้ถึง 51-52% ภายในปีนี้
ผู้ว่าธปท.ไม่มั่นใจจีดีพีชี้อาจ"ลบ"
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงการส่งออกเดือนมกราคมที่ลดลง 26.5% ว่า เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ซึ่งหลายประเทศลดลงไปก่อนหน้าแล้ว จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขทั้งปีได้ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง แต่ที่ชัดเจนคือ ส่งออกไทยลดลงมาก และหากยังคงลดลงต่อเนื่อง ก็จะกระทบการส่งออกทั้งปีที่จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ประมาณการไว้ว่า ปีนี้จะติดลบ 5.5-8.5%
"ขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่ทราบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเห็นผลแค่ไหน จะสามารถดูแลไม่ให้เศรษฐกิจลงลึกมากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกที่ลดลงจะมีผลต่อการประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีด้วย ซึ่งปีนี้ประมาณการจีดีพีขยายตัว 0-2% แต่ขณะนี้ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก จะมีทั้งที่เป็นปัจจัยบวกและลบ ซึ่งมีโอกาสที่จีดีพีจะลดลงจากนี้ จึงไม่มั่นใจว่าจะได้ตามเดิมและจะทบทวนใหม่ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกรณีต่ำสุดมีโอกาสติดลบ" นางธาริษา กล่าว
"อุ๋ย"ทำนายเลวร้ายสุด 5ปีถึงจะฟื้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกคงจะใช้เวลานานถึง 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว หรือเลวร้ายสุดอาจจะถึง 5 ปี ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบในช่วง 3 ปีจากนี้ เนื่องจากการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศในไทยหดตัว ขณะที่การส่งออกลดลงโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศจี 3 คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 42% ของการส่งออกไทยทั้งหมด
ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องเร่งนโยบายใน 2-3ประการคือ ช่วงระยะสั้นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อให้เติบโต แต่เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหดตัว และรัฐบาลต้องฉวยโอกาสนี้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม นอกจากโครงการรถไฟฟ้าที่ได้เริ่มลงทุนแล้ว เช่น โครงการวางระบบน้ำเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมในหน้าแล้ง เพราะรัฐบาลยังสามารถสามารถก่อหนี้ได้ เพราะสัดส่วนต่อจีดีพีปัจจุบันยังต่ำเพียง 37% และยังสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก 1 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นจะต้องมีแผนใช้ประโยชน์จากพืชเกษตรโดยเฉพาะการทำเอทานอล และไบโอดีเซล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำแต่ระยะหลังราคาน้ำมันลดลงโครงการนี้ก็หายไป
แนะกระตุ้น-พึ่งการบริโภคในปท.
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจหดตัวรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นความต้องการบริโภค เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้ขายสินค้าได้ แต่อย่ากระตุ้นด้านการผลิต โดยเฉพาะการลดภาษี เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิดการขยายการลงทุน ทำให้เม็ดเงินที่หว่านลงไปไม่หมุนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 1.5หมื่นบาทนั้น เป็นการกระตุ้นระยะสั้น ครั้งเดียวจบ แต่จะไม่เห็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย และไม่ควรจะผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว เพราะขณะนี้ บริษัทที่ทำงานเป็นจะไม่หวังพึ่งสินเชื่อ เพราะต้องการระบายสินค้าคงคลังมากกว่า แต่พวกที่ต้องการสินเชื่อคือพวกที่ธุรกิจมีบริหารไม่เป็น ซึ่งอาจก่อผลเสียระบบธนาคารพาณิชย์ได้
"เวลานี้หวังพึ่งการลงทุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยากมาก เพราะเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ต่างก็ประสบปัญหาทางการเงินทั้งนั้น จะไม่มีเงินมาลงทุนในไทยไปอีกนาน ขณะที่หวังการส่งออกเหมือนเดิมก็ไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นรัฐต้องหวังพึ่งการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการผลิตภายในประเทศ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
คำถาม
1. "การส่งออกติดลบตามเศรษฐกิจโลกที่ติดลบและประเทศนำเข้าชะลอการสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ที่เป็นสัดส่วน
2. นายราเชนทร์ พจนสุนทร ได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง
3. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงอะไร
นายพงษ์พันธ์ ธัมนุวัติ 5005106018
มีผู้ลงทุนตั้งคำถามเข้ามามากว่า “ในช่วงดอกเบี้ยขาลงอย่างในปัจจุบันจะลงทุนในอะไรดีที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก” แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารหรือการลงทุนในกองทุนคุ้มครองเงินต้น ที่ลงทุนในตั๋วเงินคลัง ที่นับวันอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลงและต่ำลง และโดยเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนที่เคยชินกับการลงทุนด้วยการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันได้รับความคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนไม่ว่าจำนวนเงินฝากจะมากเท่าใดก็ตามอย่างไรก็ตามในอนาคต หลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2555 ความคุ้มครองเงินฝากธนาคารจะเหลือเพียง 1 ล้านบาท ต่อบัญชีต่อธนาคาร ดังนั้นการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ในอนาคตจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้ลงทุนจึงควรเริ่มทำความคุ้นเคยและศึกษาข้อมูลทางการเงินของธนาคารพาณิชย์และ/หรือบริษัทต่างๆ ที่เราจะไปลงทุนเพื่อเป็นข้อมูลที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุน การลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนในประเทศไทยเราก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ลงทุน หากผู้ลงทุนยังรู้สึกไม่เคยชินกับการลงทุนตราสารประเภทนี้ก็เลือกลงทุนในตราสารระยะสั้นๆ ไปก่อน เนื่องจากตราสารระยะสั้นจะมีความผันผวนด้านราคาน้อยกว่าตราสารระยะยาว และช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ควรเน้นลงทุนในบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดี การวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินหรือตราสารหนี้ของบริษัท สิ่งที่ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญคือความสามารถและความเต็มใจของบริษัทในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยภายในเวลาที่กำหนด พิจารณาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในปัจจุบันและในอนาคต คู่แข่งขันทางธุรกิจ อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เช่น อัตรากำไรสุทธิต่อยอดขาย หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราส่วนสภาพคล่อง เป็นต้น มาถึงจุดนี้ผู้ลงทุนอาจมองว่ายากเหลือเกิน และหากไม่ศึกษาหาข้อมูลให้ดี ก็อาจจะไม่ได้เงินคืนกลับมาเต็มจำนวนที่ลงทุนก็ได้ อย่างไรก็ตามยังมีวิธีการหาข้อมูลจาก บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 2 แห่งคือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และบริษัท FITCH (Thailand) ซึ่งในฐานะบริษัทผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัททั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยอันดับเครดิตที่ได้รับ จะเป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงของบริษัท และยังมีการวิเคราะห์แนวโน้มของบริษัทในอนาคตด้วย โดยอันดับความน่าเชื่อถือจะมีการเปลี่ยนแปลงได้หากข้อมูลของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลต่างเหล่านี้ที่ได้จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะช่วยผู้ลงทุนได้มากทีเดียว ส่วนผู้ลงทุนที่ต้องการหาข้อมูลจากบริษัทที่ต้องการลงทุนเองก็สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จาก website ของแต่ละบริษัท และหรือหาข้อมูลได้จาก www.sec.or.th ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลบริษัทต่างๆ ที่มีการออกตราสาร สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ของต่างประเทศในช่วงนี้นั้น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศในกลุ่มยุโรปหรือในอเมริกาก็ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำมากเช่นกัน (พันธบัตรรัฐบาลของอเมริกาอายุ 2ปี ตอนนี้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1%) ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนในต่างประเทศจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากวิกฤตทางการเงินในครั้งนี้เกิดจากปัญหาในเรื่องสินเชื่อ (Subpirme) เป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตราสารหนี้ภาคเอกชนของประเทศต่างๆเหล่านี้มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงค่อนข้างมาก ถึงตรงนี้อาจจะมีผู้ลงทุนหลายท่านมีคำถามขึ้นมาในใจว่า โอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น มาจากความเสี่ยงของการไม่สามารถชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ใช่หรือไม่ คำตอบคือใช่แต่ไม่ทั้งหมด เนื่องจากบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจริงๆ คือกลุ่มสถาบันการเงินที่มีการลงทุนในตราสารพวก Subprime loan แต่สำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอื่นๆ นั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการตั้งสำรองหนี้เสียเหมือนพวกสถาบันการเงินที่ลงทุนในตราสารเหล่านั้น แต่เนื่องจากความตื่นตระหนกตกใจของเหล่าผู้ลงทุนรวมถึงการขาดความเชื่อมั่น จึงทำให้มีการเทขายตราสารที่มิได้รับผลกระทบโดยตรงเหล่านี้ออกมา ทำให้ราคาของตราสารเหล่านี้มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้นสำหรับผู้ลงทุนที่มีความเข้าใจในการลงทุนในตราสารหนี้เป็นอย่างดี ก็สามารถอาศัยจังหวะในช่วงนี้เฟ้นหาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในรอบนี้ไม่มากนัก และเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทนั้นๆเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือการฝากเงิน เพราะว่าการลงทุนในตราสารหนี้นั้นเราจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก ดังนั้นถึงแม้ว่าบริษัทที่เราจะไปลงทุนมีแนวโน้มกำไรที่ลดลง แต่ว่ายังมีกำไรอยู่นั้น ผู้ลงทุนก็สามารถพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทนั้นได้ (โดยต้องพิจารณาถึงอันดับความน่าเชื่อถือ, อัตราส่วนทางการเงิน และกระแสเงินสดประกอบด้วย) สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้ สามารถเลือกลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนในต่างประเทศ ที่มีอายุไม่ยาวจนเกินไป (1-2 ปี) และเป็นบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสูง (A ขึ้นไป ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ BBB+ โดย S&P Rating) โดยอาจจะเป็นธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน หรือถ้าจะเป็นสถาบันการเงินก็เลือกสถาบันการเงินที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ในประเทศไอร์แลนด์ รัฐบาลได้ออกมาค้ำประกันตราสารหนี้ของธนาคารในประเทศ 5 แห่ง เป็นเวลา 2 ปี เป็นต้น ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ลงทุนที่อยากได้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนในต่างประเทศนั้นต้องมีเรื่องของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำหรับท่านที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงในเรื่องของค่าเงิน ก็อย่าลืมสอบถามข้อมูลก่อนการลงทุนว่า การลงทุนของท่านมีการทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไว้หรือไม่ และมีการป้องกันไว้เต็มจำนวนตลอดระยเวลาการลงทุนหรือไม่ การลงทุนในตราสารหนี้ของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ น่าจะเป็นทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงิน หรือการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ ผู้ลงทุนที่สนใจต้องพิจารณาเรื่องของความเสี่ยงที่จะเข้ามาเกี่ยวของในเรื่องของความสามารถในการชำระคืน ระยะเวลาในการชำระคืน และเรื่องของค่าเงินสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ หรือท่านผู้ลงทุนอาจจะลองมองหากองทุนรวมที่มีการลงทุนลักษณะตามที่ท่านต้องการลงทุนก็ได้ เพราะว่าการมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้พิจารณาเลือกบริษัทที่จะลงทุนและคอยติดตามผลการดำเนินงานให้ รวมถึงเฝ้าระวังดูความสามารถในการชำระหนี้ให้ด้วยนั้นก็จะทำให้ท่านผู้ลงทุนสามารถอุ่นใจเพิ่มขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง
คำถาม
1. ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันได้รับความคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนไม่ว่าจำนวนเงินฝากจะมากเท่าใดก็ตามอย่างไรก็ตามในอนาคต หลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2555 ความคุ้มครองเงินฝากธนาคารจะเหลือเท่าใด
2. บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของการลงทุน ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 2 แห่งคือ
3. การวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินหรือตราสารหนี้ของบริษัท สิ่งที่ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญคือ

ภาพข่าว: EXIM BANK จัดสัมมนา "วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกกับบทบาทใหม่ EXIM BANK เพื่อการพัฒนาประเทศ"

นาย พงษ์พันธ์ ธัมนุวัติ 5005106018
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และนายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว “วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกกับบทบาทใหม่ EXIM BANK เพื่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ประกอบกับปัญหาต้นทุนพลังงานและค่าเงินบาทแข็ง และได้แถลงผลการดำเนินงานปี 2550 ซึ่งธนาคารมียอดอนุมัติวงเงินสินเชื่อและวงเงินรับประกันการส่งออกเพื่อสนับสนุนแก่ผู้ส่งออกและนักธุรกิจไทยจำนวนทั้งสิ้น 21,728 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงจาก 7,925 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เหลือเพียง 2,925 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.5 จากเดิมร้อยละ 13.6 ของเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ ส่งผลให้มีผลกำไรสุทธิจำนวนทั้งสิ้น 505 ล้านบาท ณ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551
คำถาม
1. ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย คือใคร
2. วงเงินรับประกันการส่งออกเพื่อสนับสนุนแก่ผู้ส่งออกและนักธุรกิจไทยจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด
3. วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกกับบทบาทใหม่ EXIM BANK เพื่อการพัฒนาประเทศ ว่าด้วยในเรื่องใด

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นาย สิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019 [FM]

เอกชนขย่มมาตรการรัฐ สร้างหนี้ท่วมหัวดันจีดีพีขึ้น แค่ 1% [17 ก.พ. 52 - 04:29]


งานสัมมนาในหัวข้อ “ฟื้นเศรษฐกิจไทย ใต้เงาวิกฤติเศรษฐกิจโลก” ซึ่งมีบรรดานักธุรกิจชั้นนำจากภาคเศรษฐกิจหลายสาขามาร่วมกันให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการรัฐบาล วานนี้ (16 ก.พ.) ว่าเพียงพอจะฉุดประเทศไทยให้ฝ่าวงล้อมวิกฤติเศรษฐกิจโลกออกไปได้หรือไม่นั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะองค์ปาฐก ยังคงยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น และรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะกลับมาเป็นบวกได้ เมื่อมาตรการต่างๆของรัฐบาลซึ่งหมายถึงการอัดฉีดเงินงบประมาณเริ่มลงไปในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนจะติดลบ และอาจติดลบต่อในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ไตรมาสที่ 2 ติดลบ หรือถ้าติดลบก็ให้น้อยลง กระนั้นก็ตามคงไม่สามารถพูดได้ว่าที่สุดแล้ว สิ้นปีนี้ตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และก็ไม่คิดด้วยว่าประเทศไหนจะรู้ว่าตัวเลขสุดท้ายของประเทศตัวเองจะเป็นอย่างไร


ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้คงจะไม่เห็นเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุด และจีดีพีจะต้องติดลบ อย่างไร ก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความคาดหวังของคน ซึ่งนายก้องเกียรติเสนอแนวทางไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. เร่งกระตุ้นความต้องการการบริโภคในประเทศ ซึ่งนอกจากจะเน้นที่คนจนแล้ว รัฐบาลต้องมองถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรวยด้วย ทั้งนี้ หากดูที่บัญชีเงินฝากทั้งหมดที่มีอยู่ 7 ล้านล้านบาท แยกเป็นบัญชีที่เกินกว่า 1 ล้านบาท มีมากถึง 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 900,000 บัญชี ขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมี 67,000 บัญชี หรือ 2.8 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า คนรวยยังคงเก็บเงินไว้เฉยๆรัฐจึงต้องหาวิธีกระตุ้นให้นำเงินออมออกมาใช้


ข้อ 2. ระยะเวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ควรทำอย่างจำกัด ไม่ใช้เวลายาวเกินไป เช่น กรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาท กับคน 8 ล้านคน ควรให้จ่ายภายใน 1-2 เดือน ไม่ใช่เก็บไว้ในธนาคาร 3. นโยบายการเงินการคลังต้องทำอย่างสอดคล้องและไปในทางเดียวกัน เช่น การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น 4. กลุ่มประเทศในอาเซียนควรทำงานร่วมมือกันให้มากขึ้น 5.ไม่ควรมีการกีดกันทางการค้า เนื่องจากจะทำให้การค้าขายหดตัว 6. รัฐควรใช้ความสามารถของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีความเข้มแข็งก้าวสู่เวทีระดับโลกให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นก็จะทำให้ไทยฟื้นตัวขึ้นก่อนคนอื่น


นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเตือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลเน้นแต่สร้างการบริโภคให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เน้นการลงทุนเลย จึงมองไม่เห็นว่ารายได้ในอนาคตของประเทศจะมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันมีข้อควรระวังในการใช้นโยบายการคลัง ที่รัฐบาลแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีขอบเขตจำกัด จะสร้างหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องคิดให้ดีว่าการสร้างหนี้ให้ ประเทศด้วยการขาดดุลงบประมาณจะกลายเป็นหนี้ในอนาคตที่ไม่คุ้มค่า เพราะมาตรการที่ออกมาทั้งหมด มีส่วนทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 1% ถือเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน้อยไป เพราะจีดีพีที่ประเทศจะอยู่ได้ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือ 3% และต้องทำให้ขยายตัว เกิน 4-5% ขึ้นไป ถึงจะมีรายได้ประชาชาติที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงได้


นายศุภวุฒิกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่จะมีคนว่างงานถึง 2 ล้านคน และมีคนจบการศึกษาใหม่อีก 700,000 -800,000 คน จึงเป็นเรื่องยากในการบริหารในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ แต่หากไตรมาส 4 ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นและท่องเที่ยวฟื้นก็จะดีขึ้น


นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันว่า วิกฤติของการท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด มากกว่าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้ง 2 ครั้ง ช่วงก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 ก.ย ช่วงโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกระบาด และหลังสึนามิ โดยล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวในยุโรปลดลง 40% กลุ่มสแกนดิเนเวียลดลง 10% ส่วนจีนและญี่ปุ่น ช่วงปิดสนามบินหายไป 90% แต่ช่วงตรุษจีนกลับมา 20-30% เท่านั้น จึงจำเป็นที่รัฐต้องเร่งฟื้นการท่องเที่ยว ทั้งมาตรการ และเม็ดเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวน้อยมาก ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ ที่ภาคเอกชนขอไป 15,000 ล้านบาท รัฐขอลดเหลือ 5,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ


“ผู้ประกอบการมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพราะปีนี้ไฮซีซั่นไม่จริง มันเป็นโลว์มากกว่า เงินที่สะสมไว้ก็ใช้ออกมาถ้าเงิน และมาตรการกระตุ้นของรัฐไม่ถึงผู้ประกอบการก่อนเดือน เม.ย.นี้ ปีนี้ภาคท่องเที่ยวจะปลดพนักงานกว่า 80,000 คน หรือ 40% ของแรงงานทั้งหมด และเราจะเจอโลว์ซีซั่นติดต่อกัน 5 ซีซั่น ตั้งแต่เดือน พ.ค.51-เดือน ต.ค.53 แต่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เงินมา มาตรการรัฐทำงานได้จริง เดือน พ.ย.52-มี.ค.53 อาจจะมีไฮซีซั่นกลับมา และอาจมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน อย่างนี้รัฐตั้งเป้าหมายได้”


นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตนมีข้อมูลว่าพอเกิดวิกฤติไม่ว่านานเท่าใด รายได้ต่อหัวของคนในประเทศจะลดลง 9% และจากจุดสูงสุดลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัว จะต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งหากต้องใช้เวลานานขนาดนี้ รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวไว้ 2-3 ปี เห็นได้จากสหรัฐฯทำแผน 2 ปีไว้เลย ขณะที่ออสเตรเลียทำแผน 5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ดังนั้น ไทยต้องมองภาพอย่างนี้ ไม่ใช่กระตุ้นทีละปี และต้องเตรียมเงินไว้หากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย และงบประมาณก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน รวมทั้งการใช้เงินต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รายได้ประชาชาติใน 3-4 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น อัตราหนี้สาธารณะจะได้ลดลง


ไทยถือเป็นประเทศเล็กๆในโลก เหมือนเม็ดทรายบนหาดเวลาคลื่นซัดก็จะกระเด็น ฉะนั้นต้องป้องกันตนเอง หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มการบริโภคและการลงทุน โดยเพิ่มอุปสงค์ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่แก้ปัญหาได้รวดเร็วด้วยการลดค่าเงินบาท สินค้าไทยก็ส่งออกได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกตกลงทั้งหมด ต้องมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นโจทย์สำคัญมากว่าจะเพิ่มการบริโภคได้อย่างไร


ส่วนเรื่องการลงทุนจะต้องเน้นทั้งโครง สร้างพื้นฐานที่มีแผนอยู่ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย และต้องหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีเรื่องใดต้องลงทุนบ้าง.

คำถาม

1.ไทยถือเป็นประเทศเล็กๆในโลก เหมือนเม็ดทรายบนหาดเวลาคลื่นซัดก็จะกระเด็น ฉะนั้นต้องป้องกันตนเอง หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยการทำอย่างไร

2.นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเตือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาล ว่าอย่างไร

3.นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า อย่างไร



วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

รัฐหากลยุทธ์กระตุ้นใช้เงิน ดึงห้างสรรพสินค้าให้ส่วนลด 10% คนใช้เช็ค

นาย ณัฐวุฒิ กมลสวัสดิ์ 5005106024

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเชิญผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ มาหารือเพื่อขอความร่วมมือให้ส่วนลดกับประชาชนที่นำเช็คเงินสดจำนวน 2,000 บาท ที่รัฐบาลได้จ่ายให้กับประชาชนและข้าราชการที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ไปซื้อสินค้าหรือจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า ในอัตรา 10% เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินที่ได้รับไปช่วย กันใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า แทนการเก็บไว้ในรูปของการออมเงินหรือฝากธนาคาร เพราะเห็นว่าตามปกติแล้วห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าส่วนใหญ่ ต่างจัดกิจกรรมหรือโปรโมชั่น ให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ซื้อสินค้าอยู่แล้ว คาดว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี


ทั้งนี้ หลังจากที่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีจำนวน 116,700 ล้านบาท มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่ารัฐบาลจะสามารถส่งเช็คเงินสดให้กับประชาชนที่อยู่ในข่ายที่ได้รับการช่วยเหลือหรือผู้มีสิทธิ์กว่า 9 ล้านคนได้ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จครบทุกคนภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนค่าดำเนินการหรือค่าใช้จ่ายในการส่งเช็คเงินสดอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาท


นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งเน้นให้เกิดการสร้างงาน การลงทุน เพื่อพัฒนาประเทศ โดยในการประชุม ครม. วันที่ 17 ก.พ.นี้ จะเสนอให้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่ยังคงเป็นงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เบื้องต้นจะมีตัวเลขที่ไม่แตกต่างจากงบประมาณปี 2552 ส่วนจะขาดดุลไปอีกกี่ปีนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไม่สามารถเกินเพดานได้ และยอมรับว่าในงบประมาณปีหน้า คงไม่เพียงพอ ยังต้องมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศด้วย


ส่วนการจัดตั้งวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ยังอยู่ระหว่างการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ วงเงินประมาณ 60,000-80,000 ล้านบาท โดยจะเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก และผู้ ประกอบการท่องเที่ยว


ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า กรณีรัฐบาลมีนโยบายจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้ประกันตน จำนวน 8.3 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทนั้น จะมีการจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนเป็น 5 รอบ โดยรอบแรกจะโอนเงินให้ในวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งจะโอนเงินให้กับผู้ประกันตนจำนวน 4 ล้านคน วงเงินรวม 8,000 ล้านบาท รอบที่ 2 ในวันที่ 7 เม.ย. รอบที่ 3 วันที่ 10 เม.ย. รอบที่ 4 วันที่ 4 พ.ค. และรอบสุดท้ายวันที่ 15 พ.ค.


ส่วนกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) เห็นชอบให้ใช้เงินจำนวน 24 ล้านบาท จัดทำระบบซอฟต์แวร์ เพื่อจัดทำระบบโอนเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้ประกันตนนั้น ในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน จะต้องจัดทำระบบขึ้นมาใหม่ โดยตั้งงบประมาณไว้ 24 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าเอกสาร ค่าจ่ายล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่รวมข้อมูล สำหรับงบที่ใช้จัดทำระบบซอฟต์แวร์เพื่อโอนเงินโดยเฉพาะนั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 680,000 บาท


ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.) อนุมัติประมาณ 24 ล้านบาท ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลของผู้ประกันตนว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้ในการจัดทำระบบซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่เป็นค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆด้วย อาทิ ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูล รวมทั้งเป็นค่าบริการในการโอนเงิน ที่มีค่าบริการครั้งละ 10 บาท แต่ได้เจรจากับทางธนาคารพาณิชย์แล้วเหลือครั้งละ 5 บาท


นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ด สปส. กล่าวว่า เงินจำนวน 24 ล้านบาท ที่บอร์ด สปส.อนุมัติให้ติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อจัดทำระบบโอนเงินให้กับผู้ประกันยืนยันว่าเป็นเงินที่คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน เพราะจะทำให้ฐานข้อมูลของ สปส. มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นโดยสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ประกันตนได้รับเงิน 2,000 บาท ถึงมือจริง.

จาก หนังสือพิมไทยรัฐ ฉบับที่ 18651 วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

คำถาม

1.ค่าใช้จ่ายในการส่งเช็คเงินส่งอยู่ที่ประมาณกี่ล้านบาท

2.วงเงินประมาณเท่าไรที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประกอบการการส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยว

3.บอร์ด สปส.นำเงิน 24 ล้านบาทไปใช้ทำอะไร